“เกาะเต่า”จัดเป็นแหล่งผลิตนักดำน้ำมากเป็นอันดับต้นๆของโลกที่นี่มีโรงเรียนสอนดำน้ำหลากหลายมากมาย ตั้งแต่ระดับห้าดาว และลดหลั่นลงมาเป็นโรงเรียนสอนดำน้ำทั่วไป นอกจากนั้น ยังมีร้านท่องเที่ยวดำน้ำ และร้านขายอุปกรณ์ดำน้ำมากมายลานตา สำหรับคนที่เคยมาเที่ยวพักผ่อนที่เกาะเต่าแล้ว คงเห็นได้ว่าที่นี่เปรียบเสมือนสวรรค์ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพราะคนไทยที่แวะเวียนมาที่นี่มีจำนวนน้อยกว่าชาวต่างชาติมากมายนัก รีสอร์ท ร้านอาหาร รวมถึงร้านกาแฟ ก็มีแต่ฝรั่งผมทองเต็มไปหมด นักท่องเที่ยวชาวไทยที่ได้มา ก็จะได้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในบรรยากาศเมืองนอกเลยทีเดียว

ครั้งนี้เราได้รับเชิญจากคาราบาว ไดฟ์วิ่ง เซ็นเตอร์ เกาะเต่า ไปทดลองพักที่รีสอร์ท ดำน้ำบริเวณรอบเกาะเต่า และแวะเดินเที่ยวบนเกาะ ซึ่งนักดำน้ำชาวไทยส่วนใหญ่มักจะไปดำน้ำแบบ Liveaboard หรือไปดำน้ำแบบนอนบนเรือ และในแต่ละครั้งที่ไปดำน้ำแบบ Liveaboard ก็จะไม่ได้ไปไหนไกล นอกจากบนเรือ และรอบๆเรือ ดังนั้นการนอนพักในรีสอร์ท และออกเรือไปดำน้ำแบบ day trip จึงเป็นกิจกรรมที่พวกเรา สนใจกันมากมาย และเนื่องจากการไปเกาะเต่า เราจะต้องไปลงเรือที่จังหวัดชุมพร จึงตัดสินใจขับรถไปกันเอง นัดแนะวันเวลากันเรียบร้อย และเริ่มนับวันถอยหลังจนถึงวันเดินทาง

การเดิน ทางไปเกาะเต่า จำเป็นต้องเดินทางโดยเรือ และมีหลายบริษัทที่ให้บริการเรือเมล์ แต่เราได้เรือคาตามารันของบริษัทลมพระยา เป็นสปอนเซอร์ในการเดินทางครั้งนี้ เรือคาตามารันนี้ลักษณะเป็นเรือสองท้องซึ่งเป็นเรือที่เร็วและทันสมัยที่สุด เนื่องจากความเร็วและความสะดวกสบายของเรือคาตามารัน สามารถเอาชนะเรือเมล์แบบอื่นได้ขาดลอย หลังจากลงเรือและหนีขึ้นห้อง VIP จ่ายเงินเพิ่มอีกเพียง 50 บาทก็ได้นั่งเอนหลังสบายๆแล้ว เราก็เริ่มพักผ่อนกันตามอัธยาศัย บ้างก็หลับสนิท บ้างก็หลับไม่สนิท แต่ที่ชอบคือ มีหนังสนุกๆให้ดูตั้งแต่เรือเริ่มออก จนถึงท่าเรือเกาะเต่าแล้ว หนังก็ยังไม่จบ เพราะการเดินทางใช้เวลาเพียงชั่วโมงเศษเท่านั้น


เมื่อขาแตะท่าเรือได้ ก็มีพี่ๆใจดีจากคาราบาว ไดฟ์วิ่ง เซ็นเตอร์ มาต้อนรับ และพาขึ้นรถ ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที เราก็ถึงยังเป้าหมายคือ คาราบาว ไดฟ์วิ่ง เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นทั้งโรงเรียนสอนดำน้ำ และมีที่พักในตัว พี่น้อย(คุณสุภกิจ เจือสุทธิลักษณ์) และพี่พร(คุณธนัชพร แซ่ลิ่ม) เจ้าของคาราบาว ไดฟ์วิ่ง เซ็นเตอร์ ลงมาต้อนรับพวกเราด้วยตัวเอง เมื่อหลังจากทักทายและแนะนำตัวกันแล้ว พี่พรก็เตรียมอาหารเช้าให้พวกเราได้ทานกัน มื้อแรกเห็นจะเป็นอาหารเบาๆ รสชาดปานกลางไม่จัดนัก แต่หลังจากมื้อนี้ เราแทบจำไม่ได้แล้วว่าลิ้นชาไปเท่าไหร่ เพราะฝีมืออาหารใต้ที่นี่จัดจ้านไม่แพ้ใครเลยจริงๆ ระหว่างรับประทานอาหารเช้า เราก็ได้พูดคุยสอบถามความเป็นมาเป็นไปของรีสอร์ท พี่น้อยเล่าว่า ที่นี่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 ซึ่งนับได้ว่าเป็น 1 ใน 4 บริษัทแรกที่ทำธุรกิจดำน้ำที่เปิดในเกาะเต่า จนสถาบัน PADI ก็ยกย่องที่นี่ให้เป็นโรงเรียนสอนดำน้ำระดับ 5 ดาว แต่พี่น้อยได้เข้ามาบริหารดูแลแทนเจ้าของเดิมตั้งแต่ปีพ.ศ.2542 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งที่นี่มีนักเรียนและนักท่องเที่ยวต่างชาติมาพักกันไม่ขาดสาย สาเหตุที่นักท่องเที่ยวเยอะแยะขนาดนี้ เห็นจะมาจากบริการที่ดี อาหารที่อร่อย และที่นี่มีโรงหนังส่วนตัวในโซนทานอาหาร ซึ่งเป็นมุมหนึ่งที่เปิดโล่งแบบโอเพ่นแอร์ มีโต๊ะนั่งกับพื้น ได้บรรยากาศ และมีจอหนังมหึมาให้ดูไปทานอาหารไป และด้านริมชายหาด ก็มีPub ให้นักท่องเที่ยวได้ดื่มบรรยากาศเคล้าเสียงเพลง เป็นอีกอารมณ์ที่บรรเจิดไม่น้อย

หลังอาหารเราก็ขึ้นห้องพัก เก็บของและเตรียมตัวเที่ยวกันรอบเกาะ พี่น้อยอาสาเป็นพลขับ พาเรานั่งรถเล่นรอบๆเกาะ วนไปวนมาแล้วมาจอดให้พวกเราลงเดินตามถนนที่มีร้านขายของ อุปกรณ์ดำน้ำ ของที่ระลึก และร้านกาแฟ พร้อมนัดแนะจุดขึ้นรถเป็นที่เรียบร้อย พี่น้อยก็แว๊บไปเล่น pool กับฝรั่งทันที แหม ที่นี่เค้ามีทุกอย่างพร้อมจริงๆ
หลัง จากเราหาร้านกาแฟน่านั่งได้แล้ว ทุกคนก็นิ่งสนิทกับเค้กและกาแฟ ยกเว้นสาวๆที่ยังคงเดินช๊อปปิ้งตามถนนไปเรื่อย ขอสารภาพเลยว่าไม่เคยมาเที่ยวดำน้ำชิล ชิล แบบนี้เลยซักครั้ง เมื่อได้มาจึงรู้สึกว่ามันคือการพักผ่อนที่แท้จริง ต่างจากการนอนบนเรือสิ้นเชิง
หลังจากนั่งกิน กาแฟและละเลียดเค้กไปเกือบชั่วโมงเต็ม เราก็เริ่มออกเดินตามทางไปเรื่อยๆ ชมวิว แวะซื้อโรตี และดูคนขายโรตี ก็คนขายโรตีที่เราซื้อมีลีลาสุดยอดไม่แพ้ใคร เสียงดังเป็นรอง ลีลามาที่หนึ่ง ทั้งการโยนอุปกรณ์ การนวดแป้ง รวมถึงลีลาการตบไม้ตบมือ ทำเอาเราเพลินเชียวแหละ เมื่อได้กินโรตีหนำใจ ก็เดินต่อไปยังจุดนัดพบเพื่อขึ้นรถกลับรีสอร์ท ที่นี่ยามเย็นใกล้พระอาทิตย์ตก ยุงก็เริ่มหากิน แหมแต่ละตัวอย่างกับยุงป่า ตัวใหญ่มากๆ ดีที่หนีขึ้นรถได้ทั้ง
คืนแรกอาหารก็ทำเอาพวกเราบางคนเจ็บหู เนื่องจากรสที่จัดจ้าน โดยเฉพาะแกงป่าต้นตำรับ ซดจนร้อนท้องทั้งคืนเลยทีเดียว กิจกรรมคืนแรกไม่มีอะไรมาก นอกจากพี่น้อยเอายาดองมาโชว์ให้พวกเราได้ชิม กลิ่นยาดองหอมฉุยน่าลองมากๆเนื่องจากพี่น้อยดองเอง จึงปฏิเสธไม่ลง คืนนี้มีอันต้องหลับสบายไปตามๆกัน

เช้า ตรู่วันที่สองพี่น้อยนัดแนะพวกเราให้ลงมารับประทานอาหารเช้าและเตรียม อุปกรณ์ดำน้ำให้พร้อม เนื่องจากยิ่งสายน้ำจะลดลงเรื่อยๆ เราจะต้องแบกของเดินไปไกลเพื่อลงเรือเล็ก ก่อนที่จะไปปีนขึ้นเรือใหญ่ และรีสอร์ทก็ติดกับชายหาด เพราะฉะนั้นเราต้องขนอุปกรณ์ต่างๆเดินตามชายหาดไปที่เรือ อย่าเข้าใจว่าต้องเดินไกลขนาดนั้น เพราะรวมๆแล้วชายหาดสั้นนิดเดียว แต่ถ้าน้ำลงล่ะก็ มีอันได้เดินยาวเพราะเรือเข้ามาไม่ได้ ช่วงเดือนมิถุนายนนี้ พี่น้อยบอกว่าเป็นช่วงที่น้ำลงต่ำมาก ทำให้มีโอกาสเดินไกลกว่าจะได้ลงเรือเล็ก แต่ถ้าเดือนอื่นๆปกติแล้ว น้ำลงยังไง ก็ไม่เคยเดินไกลขนาดนี้ นับว่าเราโชคดีที่มีประสบการณ์เฮฮากับการเดินเล่นชายหาดลุยทะเลไปลงเรือ

ช่วง เช้าเราดำกันที่กองชุมพร บางคนพบเห็นฉลาม แต่บางคนเสียดายที่ไม่ได้เจอ แต่ที่แน่ๆ มีปลาสากฝูงใหญ่มาตีเกลียวอวดโฉมมากมายไปหมด ทั้งปลาข้างเหลืองฝูงโตนับหมื่นๆตัวก็มาแหวกว่ายอยู่ข้างๆให้ได้เห็นกัน นอกจากนั้น ยังมีเหล่าทากเปลือยสีสันสดใสแปลกตาเกาะกันตามพื้น กระจายทั่วไปหมด ก็ยังคงมองได้ว่ากองชุมพรยังคงเป็นหนึ่งในบรรดาจุดดำน้ำที่เกาะเต่า และเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่นักดำน้ำอย่างพวกเราต้องแวะมาเยี่ยมเยียนเสมอ หลังจากแวะกลับมาทานอาหารกลางวันที่เกาะ เราก็ออกเรืออีกครั้งไปยังแหลมเทียนในช่วงบ่าย ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า มุมเล็กๆของเกาะเต่า เราจะพบปูซีโน และกุ้งตัวยาว มากมายเต็มไปหมดอย่างน่าเหลือเชื่อ พวกเราทั้งหมดจึงลงความเห็นว่า แหลมเทียนจะเป็นจุดที่พวกเราจะแวะกลับมาอีกแน่นอนหากได้มาดำน้ำที่เกาะเต่า แห่งนี้
เช้า วันรุ่งขึ้น เราลงมาทานข้าวต้มและรีบลงเรือก่อนน้ำจะลด แต่วันนี้เราไม่มีความจำเป็นต้องแบกอุปกรณ์ใดๆ เนื่องจากเราได้วางอุปกรณ์ทิ้งไว้บนเรือตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว วันนี้จึงใจเย็นเดินลุยน้ำลงเรือเล็ก แต่วันนี้ไม่เหมือนเมื่อวาน คลื่นลมแรงกว่าเล็กน้อย จึงมีการนัดแนะถึง dive site ที่เราจะไปกันอีกครั้ง เนื่องจากมีการคาดการณ์ถึงความแรงของกระแสใต้น้ำ เพราะ dive leader ที่นี่เค้าเน้นหลักปลอดภัยไว้ก่อนเสมอ ซึ่งเช้านี้เราดำกันที่กองตุงกู และย้ายไปที่สันฉลาม ก่อนกลับเข้าฝั่งไปรับประทานอาหารกลางวันรสเจ็บอีกเช่นเคย เมื่อเราขึ้นจากน้ำกัปตันก็โทรแจ้งบนเกาะให้เตรียมอาหารกลางวัน วันนี้เราเซอร์ไพร์สด้วยสะตออ่อนๆนุ่มๆ ไม่มีกลิ่นเหม็น กับน้ำพริกกะปิรสเข้มที่มีคนร้องเจ็บหูเช่นเคย แต่ถึงแม้น้ำพริกและแกงส้มจะรสเจ็บขนาดไหน สุดท้ายก็เหลือเพียงชามเปล่าให้พ่อครัวชื่นใจ และบางคนก็ต้องตบท้ายด้วยไอติมเพื่อลดความร้อนแรงของอาหารลง เพื่อนสาวคนหนึ่งมีทีท่าว่าต้องทานเผ็ดมาเยอะแน่ๆ เพราะเธอตักไอติมถึงสามลูก ซึ่งเราคิดว่าลูกแรกก็น่าจะหายเผ็ดแล้วนะ

ช่วงบ่ายวันนี้เรามานั่งคุยกับพี่น้อยและพี่พร เจ้าของคาราบาวรีสอร์ทกันอีกครั้ง เรื่องที่พัก และการดำน้ำ พร้อมทั้งมีการแนะนำติชมถึง dive leader และเด็กเรือพอเป็นพิธี พี่น้อยบอกกับพวกเราว่า อยากให้นักท่องเที่ยวชาวไทยมาพักกันที่นี่ให้มากขึ้น พร้อมทั้งบอกว่าขณะนี้รีสอร์ทอยู่ในระหว่างพัฒนาและปรับปรุงการบริการเพื่อ เหมาะกับนักท่องเที่ยวชาวไทย พร้อมทั้งมีการจัดเตรียมอบรมบุคลากรชาวไทยและต่างชาติเพื่อให้บริการนักท่อง เที่ยวชาวไทยเป็นอย่างดี และอยากให้นักท่องเที่ยวชาวไทยไปลองพักดู โดยเฉพาะคนที่อยากเรียนดำน้ำลึก เราก็ขอแนะนำที่นี่ เพราะที่นี่เน้นบริการด้วยใจ จบไว ได้คุณภาพ และเค้ายืนยันว่ามาที่นี่รับรองไม่ผิดหวัง เพราะพนักงานคนไทยที่ให้บริการที่นี่เน้นว่า คนไทยย่อมรู้ใจและให้บริการคนไทยได้ดีกว่าต่างชาติมาให้บริการคนไทยแน่นอน
หลังจากพูดคุยกับพี่น้อยได้ไม่นาน เราก็เริ่มกระจายตัวไปเดินเล่น และดูวอลเลย์บอลชายหาด ริมชายหาดที่นี่ยามเย็น จะมีพนักงานและนักท่องเที่ยวมารวมกันเล่นวอลเลย์บอลทุกวัน แต่ระหว่างนั้นพี่น้อยก็หายไปจากรีสอร์ทชั่วครู่ และกลับมาพร้อมปลาสีเสียดตัวยาวซึ่งมีน้ำหนัก 6 กิโลกรัม พี่น้อยตั้งใจนำมาย่างเลี้ยงให้พวกเราได้ทาน แต่แหม ต้องย่างกี่ชั่วโมงถึงจะสุกเนี่ย

ขอบคุณข้อมูลจาก เมืองไทย.คอม




